Skip to content

N E V I K U P

Find your Heart, Find the Happiness.

☰
  • หน้าแรก
  • ท่องเที่ยว
  • คาเฟ่รีวิว
  • เรื่องสั้นสั้น
  • เรื่องยาว
  • สารบาญ
  • หน้าแรก
  • ท่องเที่ยว
  • คาเฟ่รีวิว
  • เรื่องสั้นสั้น
  • เรื่องยาว
  • สารบาญ

เพลงสั้น

เพลงสั้น อ่านต่อ

เพลงสั้น

ไดอารี่ 3 March 2011

พึ่งเปิดหมวดหมู่ใหม่ ให้ชื่อว่า “เพลงสั้น” คอนเซ็ปต์คือเอาชื่อเพลงที่ดังๆ หรือที่ตัวเองชอบมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง เขียนเรื่องสั้นให้สอดคล้องกับชื่อเรื่องในมุมมองของเรา ซึ่งไม่เหมือนเนื้อเพลงต้นฉบับ เช่น เพลงอกหัก ของบอดสี้สแลม ถ้าเขียนเป็นเรื่องสั้นในมุมของ “เพลงสั้น” อาจไม่ใช่เรื่องราวของการอกหักรักคุด แต่อาจเป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่ตกจากต้นไม้เมื่อสมัยเด็ก ทำให้อกหัก เดินตัวงอๆตลอดเวลา แต่ชีวิตของผู้ชายอกหักคนนี้ไม่ได้หักไปเสียทุกเรื่อง เขาหักแต่อก แต่รักเขาไม่เคยหัก เป็นต้น ปัจจุบันมีเรื่องสั้นที่อยู่ภายใต้ “เพลงสั้น” แล้ว 2 เรื่อง (คลิกไปอ่าน) การเขียนเรื่องสั้น คือ การผ่อนคลายอย่างหนึ่งจากหน้าที่การงานที่เคร่งเครียด ทุกเรื่องสั้นที่ผ่านหัวข้อเรื่อง “เพลงสั้น” ใช้เวลาเขียนไม่เกิน 1 ชั่วโมง ดังนั้น บางครั้งบางทีบางท่อนบางประโยคบางคำอาจมีตกหล่น ภาษาไม่สวยงามหรือไม่สมจริง ่ส่วนหนึ่งมาจากเวลาที่(ถูก)จำกัดโดยตัวของตัวเอง อีกส่วนหนึ่งคือฝีมือที่ยังไม่เข้าขั้นในการเขียนนั่นเอง แต่อย่างน้อยเพลงสั้นๆเหล่านี้ก็ช่วยให้ผมอารมณ์ดีขึ้น ฝาก “เพลงสั้น” ไว้ในอ้อมอกด้วยนะครับ

เพลง เพลงสั้น เรื่องสั้น

ทรัพย์อันประเสริฐ..เกิดในสันดาน

เรื่องทั่วไป 18 January 2010

ความสุขของปุถุชนเฉกเช่นพวกเรา คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสุขสูงสุดในชีวิตคือ เงิน อัตราความสุขจะสูงหรือต่ำ เงินคือมาตรวัด  เพราะเงินสามารถซื้อความสุขได้สารพัดอย่าง ซื้อความสะดวกสบาย ซื้ออาหารที่ชอบ ซื้อผู้หญิงที่ใช่ ซื้อความรัก(?) (กรณีความรักนี่ ผมไม่แน่ใจว่า เขาสามารถซื้อได้จริงหรือไม่นะ เพราะหากความรักสามารถซื้อได้ด้วยเงิน เมื่อไรที่เงินหมด ความรักก็จะหมดเช่นกัน) เนื่องจากยังไม่เคยเป็นคนมีเงินมากมายถึงขนาดสามารถซื้อโน่นซื้อนี่ได้แบบไม่ต้องคิดอย่างนั้น เลยไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า เงินมาก เท่ากับ สุขมาก จริงหรือไม่? รอให้มีเงินเยอะๆก่อน แล้วจะมาบอกว่า มีเงินเยอะแล้วสุขเยอะจริงมั้ย? ผมว่า สุขหรือทุกข์ มันอยู่แค่ กินได้ และนอนหลับมั้ย? ประเภทที่ว่า กินก็ไม่ค่อยได้ ได้นิดหน่อยก็หาความอร่อยไม่เจอ อาหารเต็มโต๊ะหรูหราแต่นั่งกินคนเดียว ลูกก็ไม่อยู่ ภรรยาก็ไปเที่ยว  เวลานอนก็มือก่ายหน้าผาก คนที่นอนข้างๆก็ไปจ้างเขามานอนด้วย หน้าตาหยั่งกะนางฟ้า อายุเท่ากับลูกสาวตัวเอง รู้สึกเหมือนนอนกับลูกสาว ..นี่เราจะมีอะไรกับลูกสาวตัวเองเหรอเนี่ยะ?? บริวาร ลูกน้อง เดินห้อมล้อม ยกมือไหว้ ธาตุแท้มิได้ไหว้เราเลย มันไหว้เงินของเราต่างหาก สรุปนี่ สุขหรือทุกข์กันแน่นะ มองดูตามียายมา ตาสายายสี ตาดียายดำ ทำงานง่กๆ ทั้งวัน เหนื่อยมากก็กินข้าวได้มาก เอร็ดอร่อยลูกหลานห้อมล้อมแย่งกันกิน แป๊บเดียวกับข้าวหมดจาน พอตกกลางคืนยังไม่ทัน 2 ทุ่มดี ก็หลับเป็นตาย กินอิ่ม นอนหลับ ..ก็สุขใจ ในพุทธศาสนาบอกไว้ว่า แท้จริงทรัพย์ที่มีค่าที่สุด คือทรัพย์ที่มีอยู่ในสันดานของเรานี่เอง เรียกว่า อริยทรัพย์ มี ๗ อย่าง ๑.  สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ ๒.  สีล รักษา กาย วาจา ให้เรียบร้อย ๓.  หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต ๔.  โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป ๕.  พาหุสัจจะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมาก คือ จำทรงธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก ๖.  จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนให้แก่คนที่ควรให้ปัน ๗.  ปัญญา รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์…

ธรรม

ธรรมะคือคุณากร

เรื่องทั่วไป 15 January 2010

ว่ากันว่าถ้าหมกมุ่นในเรื่องอะไรมากๆ เวลาพูด แสดงออก หรือคิดก็จะอยู่แต่ในเรื่องนั้นๆ ส่วนตัว นอกจากเรื่องงานแล้ว ก็ไม่ค่อยคิดเรื่องอื่นเท่าไรนัก(ยกเว้นเรื่องเที่ยวที่นานๆคิดที) ดังนั้น จึงพยายามอยากจะหมกมุ่นในเรื่องอะไรดี ในที่สุดจึงคิดได้ว่า ควรหมกมุ่นในเรื่องของธรรมะ เพราะธรรมะคือคุณากร บ่อเกิดแห่งความดี วันนี้ขอนำเสนอธรรมขั้นพื้นฐานปุถุชนเช่นพวกเราๆ ก่อน ถ้าได้เรียนในระดับศึกษาธรรมชั้นตรี ธรรมะข้อนี้ก็จะอยู่ในหมวดต้นๆเลย นั่นคือ “ธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง อันได้แก่ ขันติ ๑ โสรัจจะ ๑ ขันติ แปลว่า     ความอดทน เป็นลักษณะของผู้มีน้ำใจเข้มแข็ง หนักแน่น เป็นคุณสมบัติของผู้ปกครอง และเป็นมงคลเหตุแห่งความเจริญ ความอดทนยังแบ่งย่อยไปอีก  ๓ ประเภท คือ ๑. อดทนต่อความลำบากตรากตรำ เช่น ทนหนาว ร้อน เป็นต้น ๒. อดทนต่อทุกขเวทนา เช่น เวลาเจ็บไข้ ป่วย เป็นต้น ๓. อดทนต่อความเจ็บใจ มี ๓ ประเภท (๑) ตีติกขาขันติ    อดทนด้วยการกลั้นไว้ได้ (๒) ตปขันติ    อดทนจนเป็นตบะเดชะ (๓) อธิวาสนขันติ อดทนจนยังคำพูดหยาบคาย ของผู้อื่นให้กลับอยู่เป็นเพื่อน เป็นมิตรกันได้ โสรัจจะ แปลว่า ความเสงี่ยม ได้แก่การรู้จักทำจิตใจให้แช่มชื่นเบิกบาน มีกายวาจา  สงบเสงี่ยมเรียบร้อย คือมีอาการปกติเยือกเย็น ภายใน ไม่แสดงอาการขึ้นลง เป็นต้น จากธรรมะสองข้อนี้ ก็พอจะเห็นแล้วว่า ทำไมถึงได้ชื่อว่า เป็นธรรมะอันทำให้งาม ความงามในที่นี้มิได้หมายว่างามด้วยทรวดทรงองค์เอว ผิวพรรณผุดผุ่ง หรือหน้าตาสวยใส หากแต่หมายถึงความงามแห่งกิริยาท่าทางการแสดงออกในสังคมอย่างเหมาะสมตามกาละเทศะ ผู้ที่มีหน้าตาสวยใส หากแสดงกิริยากราดเกรี้ยวโมโหร้าย เพราะไม่อดทนต่อความพูดไม่ถูกหู ก็กลายเป็นคนขี้เหร่ขึ้นมาได้เช่นกัน อดทนเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีความสงบเสงี่ยม ทำจิตใจให้แช่มชื่นเบิกบาน มิเพียงแต่แสดงออกภายนอกเท่านั้น แต่ต้องมีความแช่มชื่นที่ออกมาจากข้างใน สกัดกั้นอารมณ์ไม่พอใจเสียได้ แล้วดำรงสภาวะด้วยอาการอันปกติ นโปเลียนนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ข้าศึกขนาบเมืองทั้งหน้าหลัง ทหารรีบเข้าไปแจ้งข่าวด้วยความตื่นตะหนกตกใจสุดขีด จนแทบจะพูดออกมาไม่ถูก แต่พอนโปเลียนรับทราบว่า กลับกล่าวด้วยอาการปกติและบอกแก่นายทหารคนนั้นว่า…

ธรรม
อ่านต่อ

เขาใหญ่ ฮาล์ฟมาราธอน 2017

วิ่ง, สุขกะภาพ 5 March 20178 August 2019

งานนี้ถือเป็นฮาล์ฟมาราธอนครั้งที่ 4 และเช่นเคยครับ ไปวิ่งคนเดียวแม้ตอนสมัครจะสมัครด้วยกันสองคนก็ตาม!

เขาใหญ่ เขาใหญ่ฮาล์ฟมาราธอน

ได้เวลา..เอาเลือดบ้าออก

ไดอารี่ 12 January 2010

หยุดเสาร์-อาทิตย์ กิจกรรมออกกำลังกายและงดมื้อเย็นของผมก็มีอันต้องหยุดไปด้วย ตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าวันอาทิตย์นี้ จะไปบริจาคเลือดให้ได้ หลังจากปีที่แล้ว ไปแค่ครั้งเดียว และครั้งเดียวนั้นก็ถูกปฏิเสธจากสภากาชาดด้วยข้อหา “เลือดลอย”  ก่อนบริจาคเลือดจะมีกระบวนการวัดความดัน และเจาะเลือดตรวจก่อน หลังจากสูบเลือดจากปลายนิ้วเสร็จแล้ว เขาจะหยดแหมะลงในน้ำยาสีฟ้า ถ้าเลือดปกติมันจะดิ่งลงก้นขวดในทันที ถ้าเลือดจาง มันจะค่อยๆจม หรือไม่จมเลย ที่เราเรียกว่า “เลือดลอย” นั่นแหละครับ สาเหตุมาจาก นอนดึก พักผ่อนน้อย หรือเคยบริจาคเลือด แต่ไม่กินยาบำรุงเลือด ผมอยู่ในจำพวก ไม่กินยาบำรุงเลือดที่เขาาให้มา สาเหตุคือ ผมแพ้ยาวิตามินเม็ดสีแดงมันๆ หวานๆ นั่นอย่างรุนแรง ร่างกายจะสร้างปฏิกิริยาต่อต้น พะอืดพะอมจนจะอาเจียนพู่งปรี๊ดกลับมาทางเดิมให้ได้ ..อาการแพ้มันเกิดขึ้นเพราะผมอุตริเอง เมื่อสมัยบริจาคเลือดยุคแรกๆเมื่ออายุ 17-18 พอได้ยาบำรุงเลือดมา ก็กระดกหมดทั้งถุง ตั้งแต่บัดนั้นละครับ ผมเกลียดยานี้อย่างรุนแรง อย่าว่าแต่กินเลย เห็นหน้ายาก็เกิดอาการแล้วละ วันนี้ตั้งใจว่าจะบริจาคจริงๆ เย็นวันก่อนไปบริจาคเลยปฏิเสธแอลกอฮอลล์จากเพื่อนๆในงานแต่งจนสิ้น ได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการบริจาคเลือดครับ ก่อนจะบริจาคเลือด นอกจากต้องนอนให้พอ กินอาหารให้อิ่ม ไม่กินยาพารา ยาแก้อักเสบแล้ว ภายในวันนั้นก่อนบริจาคเลือด ต้องอย่ากินอาหารมันๆ เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ฯลฯ วันนี้คนมาบริจาคเยอะพอสมควร เวลาบ่าย 2 โมงแล้ว คิวยังยาวเฟื้อย มีเทคนิคนิดหนึ่งสำหรับคนที่ไปบริจาคแล้ว พบว่ามีคิวยาวมาก แนะนำให้ว่า ก่อนกรอกรายละเอียดในการบริจาคเลือดให้ไปกดบัตรคิวก่อน กดบัตรคิวทั้งข้างบนและข้างล่าง คิวข้างล่างเพื่อเจาะตรวจเลือดวัดความดัน ส่วนคิวด้านบนเพื่อเจาะเก็บเืลือด เอาคิวทั้งสองที่มาก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับการบริจาค อาจจะช่วยให้เร็วขึ้นอีกนิดนึง เลือดผมค่อนข้างดี เร็ว และแรง อาจเพราะอั้นมาทั้งปี หลังจากไปนอนกำแบๆ แป๊บเดียว ก็เต็มกระปุกแล้ว เต็มก่อนคนที่เข้าไปก่อนซะอีก  วันนี้เจอพวกแปลกๆมาบริจาคเลือด แบกกล้องตัวใหญ่มาด้วย แล้วก็เที่ยวถ่ายทุกช็อตตั้งแต่ทางเดิน จนกระทั่งบันไดเลื่อน ถ่ายๆ พอตัวเองต้องนอนให้เลือด ก็ยังอุตส่าห์หยิบกล้องตัวใหญ่กระเตงถ่ายแขนตัวเองที่มีเข็มปักอยู่อย่างยากลำบาก.. ไม่รู้ถ่ายไปอวดใคร แต่เอาเถอะ..ถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แถมยังได้บุญด้วย ผมก็ขออนุโมทนาด้วยคนน่ะ หลังจากบริจาคเลือดแล้วว่าจะเข้าไปกราบพระพุทธรูปทองคำ วัดไตรมิตรฯ แต่วน 2 รอบ ยังหาที่จอดไม่ได้เลย แดดก็ร้อน รถก็เยอะ คนก็แยะ เลยถอดใจ วันหลังค่อยมาใหม่ละกัน…..

อ่านต่อ

บาป-บุญ-คุณ-เธอ

สุขกะภาพ 3 April 2014

เมื่อตอนเด็กๆ พอยังจำความได้นิดๆหน่อยๆ แม่จะกระเตงผมไปวัดด้วย ขณะฟังพระท่านให้ศีลให้พรผมก็ปีนป่ายตามตัวแม่ แม่ก็พยายามจับมือผมพนมพร้อมกับดุว่าต่อหน้าพระอย่าซน ผมหยุดซนได้ไม่เกิน 10 วินาที ก็เริ่มซนใหม่ ตามประสาเด็ก   พอโตขึ้นมาหน่อย แม่ก็เริ่มสอนให้รู้จักใส่บาตรตอนเช้า ส่วนหนึ่งคือช่วยเป็นภาระแทนแม่ แม่มือไม่ว่าง ก็ได้ผมช่วยใส่บาตรแทน แม่ก็ได้บุญในฐานะคนจัดหาอาหารมาใส่บาตร ผมก็ได้บุญในฐานะตัวแทนมาทำบุญตักบาตร ความใกล้ชิดกับวัดวา พระสงฆ์องค์เจ้าตั้งแต่เด็กนี่เอง ทำให้เรากลัวในบาปบุญคุณโทษ เชื่อเรื่องกรรม ซึ่งอาจจะตรงข้ามกับคนในยุคปัจจุบันที่มองสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องขบขัน และมักมีคำถามแปลกๆ ว่า บาปบุญมีจริงเหรอ? นรกสวรรค์อยู่ตรงไหน? ทำดีได้ดีจริงหรือ? ฯลฯ ผมเองก็คงตอบไม่ได้ต่อคำถามเหล่านี้ เพราะตัวเองก็ไม่เคยคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นคำถาม เหมือนมันมีคำตอบอยู่แล้วในตัวของมัน มันจะค่อยๆชัดเจนเรื่อยๆ ตามวัย เห็นภาพนี้แล้วก็คิดถึงตัวเองตอนเด็กๆ ผมคงไม่นั่งเปะเหมือนเด็กในภาพ แต่วัย ณ ขณะนั้นคงไล่เลี่ยกัน คำอธิบายภาพ : ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ iphone 4s หน้าร้านข้าวแกง/อาหารตามสั่ง ติดกับโรงพยาบาลเพชรเวช เสื้อสีม่วงนั่นคือพนักงานของโรงพยาบาลเพชรเวช

พระ ใส่บาตร

เคอร์ฟิว..ครั้งแรกในชีวิต

ไดอารี่ 21 May 2010

ครั้งแรกในรอบ 18 ปีหลังจากเคยประกาศเมื่อ พ.ศ. 2535 สมัยรัฐบาลของสุจินดา คราประยูร แต่ตอนนั้นผมอยู่ตจว. ดังนั้น ครั้งนี้จึงถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้สัมผัสกับเคอร์ฟิว จึงควรบันทึกไว้เป็นเกียรติประวัติซะหน่อย มีเพียงสิ่งเดียวที่รู้สึกได้ว่าเคอร์ฟิว คือ ถนนหนทางเงียบดี เคอร์ฟิว คืออะไร? วิกิพีเดียบอกไว้ว่า การห้ามออกจากเคหสถาน หรือ เคอร์ฟิว (ฝรั่งเศส: couvre feu, อังกฤษ: curfew) หมายถึง คำสั่งของรัฐบาลให้ประชาชนกลับเคหสถานก่อนเวลาที่กำหนด อีกนัยหนึ่งคือการห้ามประชาชนออกจากเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด (มักเป็นเวลากลางคืน) ซึ่งเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือให้ความสะดวกต่อการปราบปรามกลุ่มเป้าหมาย คำว่า “เคอร์ฟิว” มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า couvre feu แปลว่า ดับไฟ (couvre = ดับ, feu = ไฟ) ซึ่งคำนี้ถูกนำมาใช้ในภาษาอังกฤษโดยสะกดว่า curfew

เคอร์ฟิวส์
อ่านต่อ

ตรีนจุด..ตรุษจีน

ไดอารี่ 3 February 200916 June 2019

ผ่านตรุษจีนไปตั้งหลายวัน พึ่งมีเวลาโพสต์ภาพ งานตรุษจีนเยาวราช งานนี้ฉายเดี่ยวครับ โชคดีเจ้าของบริษัทที่ผมทำงานอยู่ เป็นคนจีน เลยได้อานิสงส์ได้หยุดในวันตรุษจีนกะเค้าด้วย หลายบริษัทไม่ได้หยุด ไม่เป็นไร เดี๋ยวเอาบรรยากาศมาฝาก 🙂 ผมไปสิงสถิตย์ที่วัดไตรมิตรวิทยารามตั้งแต่เที่ยงครับ คนเริ่มมากันหนาตั้งแต่เที่ยงที่มีอากาศเปรี้ยงปร้าง วัดไตรมิตรมีโบราณวัตถุที่คนกทม.ไม่ค่อยรู้จัก(แต่คนต่างประเทศรู้จักกันอย่างแพร่หลาย) คือ พระพุทธรูปทองคำ สุโขทัยไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปทองคำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถูกบันทึกไว้ในกินเนสบุค แต่เดิมทีไม่ใช่พระทองคำอย่างที่ปรากฏ เป็นเพียงพระปูนปั้นที่ไม่มีความงาม หาคนสนใจไม่มี มีแต่คนเกี่ยงกันเอา จนที่สุดวัดไตรมิตรต้องสร้างวิหารเล็กๆ เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน แต่ในวันที่ได้ขนย้ายขึ้นวิหารนั้น เกิดอุบัติเหตุ ทำให้พระปูนปั้นกระเทาะปูนออก ทันใดนั้นเอง คนทั้งหลายต่างแปลกใจครับ เมื่อมีแสงส่องออกมาจากร่องรอยที่ปูนปั้นแตกออก..และเมื่อได้กระเทาะปูนออกทั้งหมดก็ได้ปรากฏพระพุทธรูปทองคำที่สวยอร่ามดั่งเช่นปัจจุบัน นับแต่วันโน้นถึงวันนี้ พระพุทธรูปทองคำยังคงประดิษฐานอยู่แต่ในวิหารเล็กๆ จนบัดนี้วัดไตรมิตรได้ดำเนินการก่อสร้างพระมณฑปเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำให้สมพระเกียรติ และวันนี้มณฑปก็เป็นรูปเป็นร่างใกล้เสร็จแล้วครับ คาดว่าน่าจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนเมษายน ในวันตรุษจีนเปิดให้เข้าชมได้แต่เพียงบางส่วน (มี 4 ชั้น ชั้น4 ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ ชั้น 3 มีพิพิธภัณฑ์) ว่ากันว่าชั้นที่เปิดให้ชมเป็นพิพิธภัณฑ์นั้น อลังการงดงามอย่างยิ่งครับ (วันที่พระเทพฯเสด็จมาเปิดงาน พระองค์เสด็จอยู่ในห้องพิพิธภัณฑ์ตั้งเกือบ 2 ชม.) ตอนนี้เปิดใหเข้าชมฟรีจนถึงวันที่ 8 ก.พ. 52 นี้ ตรงนี้เป็นอุโบสถครับ ลานกว้างๆเป็นหน้าพระมณฑป ต่อไปจะจัดเป็นลานหินอ่อน ห้ามรถจอด นี่ภาพมณฑปยามค่ำคืนของวันตรุษจีน นี่อีกภาพ.. นี่อีกมุม.. เทียนที่ถูกจุดขึ้นเพื่อบูชา..บนวิหาร ชมวัดพอละ เดี๋ยวจะพาแว่บไปเยาวราช ผมเดินนิดเดียว คนเยอะ ขี้เกียจ เหนื่อย !! ไม่ได้เล่าอะไรมาก เพราะในเยาวราชผมเดินไปแค่นิดเดียว ขี้เกียจฝ่าฝุงมหาชน ว่างๆ ก็ไปไหว้พระที่วัดไตรมิตรได้นะครับ ไปง่ายๆ ด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงที่สถานีหัวลำโพง จากนั้น เดินไปทางที่ไปเยาวราช ประมาณ 500 เมตร ก็จะเห็นวัดละครับ

ตรุษจีน

ปีใหม่ใหม่..ทำอะไรดี

เรื่องทั่วไป, ไดอารี่ 1 January 2009

เข้าสู่ปีใหม่อีกแล้ว.. “มีอะไรจะเปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงใหม่ในวันปีใหม่นี้มั้ยครับ?” หลายคนตั้งใจอย่างนั้น รอมาตั้งแต่ต้นปีของปีที่แล้ว ว่าปีใหม่จะทำโน่น เปลี่ยนนี่ ฯลฯ ก็ไม่รู้จะต้องรอปีใหม่ทำไม ในเมื่อปีใหม่ก็แค่วันใหม่เหมือนวันอื่นๆที่ผ่านๆมาทั่วๆไป..ถ้าหากตั้งใจจะทำความดี ไม่ต้องรอปีใหม่ คิดได้วันนี้ ก็ทำเสียเลยในเดี๋ยวนี้ครับ พระพุทธเจ้าตรัสว่า วันที่ทำความดี นั่นแหละคือวันดี วันฤกษ์ดี ปีใหม่นี้ เลยเอาเกร็ดความคิดดีๆ ของท่านมหาตมะคานธีมาฝาก พอดีพึ่งอ่านหนังสืออัตประวัติของท่านจบ “ความเท็จแม้น้อย ก็สามารถนำความพินาศมาสู่มนุษย์ได้ มีอุปมาเช่นเดียวกับยาพิษ แม้เพียงหยดเดียวย่อมทำลายน้ำนมทั้งหมด” “คนเราขลาดที่จะประสบกับความจริง แต่กล้ากับความหลอกลวง และมักจะชื่นชมในความหลอกลวงเสียด้วย” “ทะเลเป็นที่รวมแห่งน้ำฉันใด ถ้าเราประพฤติความแผ่เมตตา เราก็ย่อมจะเป็นที่รวมแห่งมิตรภาพ ฉันนั้น หากชาวโลกอยู่ด้วยมิตรภาพ สภาของโลกคงจะเปลี่ยนแปลงไปจากโลกนี้มาก” “ไม่ควรหาความอิ่มเอิบให้แก่ความอยาก เมื่อเริ่มหาความอิ่มเอิบให้แล้ว คยวามอยาก็จะหาที่หยุดยั้งไม่ได้ หรือถ้าหยุดยั้งได้ก็ยากเต็มที” “การที่จะเข้าใจตัวเองได้อย่างถ่องแท้ เราควรออกไปจากตัวของเราเองเสียก่อน แล้วจึงมองดูตนเองด้วยสายตาอันเป็นกลางจริงๆ การขอร้องความกรุณาจากผู้อื่น คือการบอกขายอิสรภาพของตนเอง” “ธรรมชาติของน้ำย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใด ความชั่วช้าก็ย่อมนำคนไปสู่ที่ต่ำฉันนั้น แต่ความดีนำคนไปสู่ที่สูง ฉะนั้นความดีจึงเป็นสิ่งที่ปฏิบัติยาก” “คนตาบอดมิใช่คนตาเสีย แต่คนตาบอดคือคนที่ปิดบังโทษของตนเองต่างหาก” “อย่าไปโทษผู้อื่น จงโทษตัวของท่านเอง แล้วท่านจะมีความสุขอย่างแท้จริง ถ้าท่านจะพยายามโทษผู้อื่น บางทีท่านจะเผานิ้วของท่านเอง” “ความรู้ที่ปราศจากคุณธรรม ย่อมเป็นอำนาจที่จะก่อความชั่วเท่านั้น ดังจะเห็นได้ในตัวอย่าง “โจรผู้เฉียบแหลม” และ “สุภาพบุรุษชาติชั่ว” อันมีมากหลายในโลกนี้”   สวัสดีปีวัวทองครับ.

ความจริงของปัจจุบัน รอบอกชาติหน้าไม่ได้

เรื่องทั่วไป 17 November 200827 September 2016

อาทิตย์ที่ผ่านมาได้อ่านหนังสือเรื่อง “ความจริงของปัจจุบัน รอบอกชาติหน้าไม่ได้” เขียนโดยท่านผู้มีนามปกากว่า เขมกร คุณเขมกรท่านนี้ ท่าทางจะมีอายุสักหน่อย แต่เป็นคนธัมมะธัมโมตั้งแต่เด็ก ได้ปฏิบัติธรรม จนมีความสามารถพิเศษในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าคนทั่วๆไป เพราะในหนังสือท่านได้บอกว่า สามารถสื่อสารกับวิญญาณ ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรได้ ฯลฯ ผมอ่านวันเดียวจบ เพราะเนื้อหาหนังสือน่าอ่าน อ่านสนุก มีประสบการณ์เกี่ยวกับวิญญาณหลากหลาย แปลกๆ ทุกเรื่องมีคติท้ายเล่ม มีแง่คิดเกี่ยวกับการทำความดี และการทำความชั่ว ที่สำคัญเกือบทุกเรื่องจะมีข้อความจากพระไตรปิฏกมาปิดท้าย อ่านแล้วก็น่าสนใจ และพาให้กลัวในเรื่องเวรกรรม บาปกรรม และบุญกรรม หนังสือแนวๆนี้ในยุคปัจจุบันมีน้อยเต็มที เน้นหนักไปในเรื่องรักๆใคร่ๆ เสียมาก หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับทุกวัย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่กำลังห่างไกลจากคำว่า ทำดีหรือทำชั่ว บางคนทำชั่วจนชิน บางคนเคยรู้ตั้งแต่เด็กว่าตายแล้ว จะต้องไปชดใช้กรรม ตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ แต่มักอ้างว่า ชาติหน้าเป็นเรื่องหลังความตาย ขอให้ชีวิตรอดได้ในชาตินี้ก่อน ชีวิตหลังความตายน่ากลัวว่าที่คิดเยอะ ผมพึ่งเสียเพื่อนสนิทไป เมื่อประมาณกลางๆปีนี้ ก็ยังมานั่งๆคิดเล่นๆ ว่าเพื่อนเราไปไหนแล้ว ณ ตอนนี้ เพื่อนจะรู้ตัวมั้ย จะตกใจมั้ย จะกลัวมั้ย จะไปไหน หรือจะยังไง ฯลฯ คิดดังนั้นก็ย้อนมาคิดถึงตัวเราเอง เมื่อถึงเวลานั้น เวลาที่เราต้องไปแบบนั้นบ้าง เราจะยังไง จะกลัวมั้ย จะเดินไปไหน ที่ๆนั่นมืดมากมั้ย ท่านยมบาลน่ากลัวมั้ย ระหว่างบาปกับบุญของเรา อันไหนจะมากกว่ากัน และเราจะถูกตัดสินให้ไปชดใช้ในนรกขุมไหน หรือให้ไปเสวยสุขที่สวรรค์ชั้นใด ฯลฯ ในหนังสือเล่มนี้บอกว่า ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างนี้จริงๆ เป็นอย่างที่เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กโดยคนเฒาคนแก่จริงๆ และเมื่อถึงเวลานั้น “เราจะกลัวมั้ย?” ผมถามตัวเอง คำตอบก็คือ เหมือนเราสมัยประถม เวลาเข้าแถวหน้าเสาธง เมื่อครูออกไปพูดหน้าเสาธง ถ้าเราทำอะไรผิด เราก็กลัวแสนกลัว ไม่กลัวสบตาครู ตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิด หนำซ้ำทำแต่ความดี นอกจากไม่กลัวครูแล้ว ยังเสนอหน้าให้ครูเห็นชัดๆ เผื่อครูจะกล่าวชมถึงความดีของเราที่หน้าเสาธง คนทำดีไว้มากมายพอแล้ว ถึงตายไปก็ไม่กลัว ก็แค่ย้ายบ้านใหม่ ส่วนคนชั่ว เวลาละโลกนี้ไป นั่นหมายถึงเวลาตัดสินคดี ไม่ถูกประหารชีวิตก็ถูกจับทรมานอย่างสยอดสยอง อยู่ที่ความชั่วที่ตัวก่อไว้ ดังนั้นแล้ว..มาสะสมความดีกันเถอะครับ ถึงเวลาย้ายบ้านจะได้สบาย

รู้เขา (แต่)ไม่รู้เรา

เรื่องทั่วไป, ไดอารี่ 18 February 2011

Facebook, Twitter หรือระบบ Social Network ตัวอื่นๆที่อนุญาตให้ผู้ใช้โพสต์ข้อความลงบนพื้นที่สาธารณะได้ ทำให้เรารู้จักตัวตนของคนอื่นได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบัน สามารถโพสต์ข้อความได้แบบ Everything Everywhere คือโพสต์อะไรจากที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ เมื่อเกิดอารมณ์ ความรู้สึก โกรธ โมโห ดีใจ เสียใจ ตอนไหนยังไง ก็แสดงออกออนไลน์มาได้เลย ข้อดี คือ ถ้าเจอเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุบนท้องถนน หรือที่ไหนก็ตาม เราก็โพสต์แจ้งข่าวสารแด่เพื่อนฝูงและชาวโลกได้เลย ณ ขณะนั้น เพื่อนและชาวโลกก็สามารถรับรู้ข่าวสารได้ในทันที ข้อเสีย คือ ถ้าโมโห โกรธ หรือเจอเหตุการณ์ที่น่าสนใจเข้า ไม่ทันได้พิจารณาให้ดีก็รีบโพสต์แจ้งชาวโลก บางข้อความอาจกลายเป็นการด่า ประจาน หรือนำความลับของคนอื่นมาเผยแพร่ เมื่อไม่นานมานี้ พนักงานต้อนรับในโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศจีน เห็นดาราเข้ามาเช็คอินเพื่อพักในโรงแรมที่ตนทำงานอยู่ จึงรีบทวิตเตอร์บอกเพื่อนตัวเอง จากข้อความทวิตเตอร์นั่นเอง ทำให้มีแฟนคลับแห่มาขอลายเซ็นต์ จนดาราคนนั้นที่ตั้งใจจะมาพักผ่อนเงียบๆ ไม่ได้รับความสุขตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก ความรู้ถึงผู้บริหาร พนักงานที่ทวิตเตอร์คนนั้นจึงถูกให้ออกจากงาน ข้อความที่ถูกโพสต์ผ่าน Facebook หรือ Twitter ส่วนใหญ่ออกมาจากความรู้สึกและอารมณ์สดๆร้อนๆของผู้โพสต์ เมื่อก่อนถ้าเราไปเจอเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจบางอย่างเข้า ก็ต้องกลับมาถึงบ้าน > เปิดคอมพิวเตอร์ > ต่ออินเทอร์เนต > เปิดเว็บไซต์ > ล็อกอิน > โพสต์ข้อความ จะเห็นว่ากระบวนการกว่าจะถึงขั้นตอนของการโพสต์ข้อความมีมาก จนทำให้อารมณ์ที่คุกรุ่นเบาบาง หรือแทบจะหายไปหมดแล้ว และการปะติดปะต่อเรียบเรียงเรื่องราวก็เริ่มเลือนลางจำไม่ค่อยไ้ด้ แต่ปัจจุบันขั้นตอนการโพสต์ข้อความจาก 5-6 ขั้นตอนลดเหลือขั้นตอนเดียว คือ โพสต์ได้เลยทันที!! ดีใจ== โพสต์ เสียใจ== โพสต์ โกรธ == โพสต์ด่า เมื่อกระบวนการโพสต์สั้นลง มันจึงไม่ผ่านกระบวนการคิด ข้อความทุกอย่างที่เราโพสต์ มันจะบอกตัวตนของเราทั้งหมด!! ผม Follow นักข่าวหลายคน เพื่อหวังติดตามข่าวสารแบบใกล้ชิด จึงทำให้พบว่า นักข่าวที่เราเห็นเขานั่งอ่านข่าวหน้าทีวีทุกวันนั้น เขาอ่านอย่างเดียวตามสคริปต์ที่มีคนเขียนให้อย่างสวยหรู เพราะข้อความที่เขาโพสต์เองบนทวิตเตอร์ พบว่ามันไม่เหมือนเขาในจอทีวี ในโลก พ.ศ. 2554 เราสามารถเรียนรู้อุปนิสัยใจคอคนอื่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ผ่านตัวหนังสือไม่กี่ตัว คำถามต่อไปก็คือ คุณอยากให้คนอื่นๆรู้จักคุณในแง่ไหน?…

facebook twitter

แบ่งตามหมวด

  • say (9)
  • กลอน (1)
  • คุยกับคอม (9)
  • ช่วยชิม (11)
  • ท่องเที่ยว (62)
  • บ่น (35)
  • บ้านบ้าน (16)
  • พูดจาภาษาฝรั่ง (9)
  • วิ่ง (26)
  • สุขกะภาพ (74)
  • เพลงสั้น (11)
  • เรื่องทั่วไป (87)
  • เรื่องยาว (9)
  • เรื่องสั้นสั้น (53)
  • แมคบุค (4)
  • ไดอารี่ (63)

Copyright © 2020. All rights reserved.

Contact me : nevikup@gmail.com
Facebook.com/aroundmeTH