Skip to content

N E V I K U P

Find your Heart, Find the Happiness.

☰
  • หน้าแรก
  • ท่องเที่ยว
  • คาเฟ่รีวิว
  • เรื่องสั้นสั้น
  • เรื่องยาว
  • สารบาญ
  • หน้าแรก
  • ท่องเที่ยว
  • คาเฟ่รีวิว
  • เรื่องสั้นสั้น
  • เรื่องยาว
  • สารบาญ

โกรธ

อย่าโกรธเลยนะ อ่านต่อ

อย่าโกรธเลยนะ

บ้านบ้าน 16 February 2011

ความโกรธทำให้แก่เร็วขึ้นมาก ถ้าบอกว่าความโกรธทำให้แก่ คนเริ่มไม่กลัว เพราะถึงไม่โกรธคนก็แก่ขึ้นทุกวันอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ความโกรธมักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว และไม่ทันได้ตั้งตัว จนบางครั้งทำให้เผลอพลาดทำเรื่องที่ผิดพลาดใหญ่หลวงไปแล้วถึงได้สติ ซึ่งมันก็สายไปเสียแล้ว สำหรับผู้มีสติ ก็จะมองเห็นความโกรธ รู้เท่าทันและจัดการกับมันอย่างเหมาะสม ความโกรธมาได้อย่างไร คนเรามีประสาทรับรู้ 6 แห่ง เรียกว่าอายตนะทั้ง 6 ถ้าสิ่งทีี่รับรู้มาน่ารื่นรมย์ใจก็เป็นสุข แต่ถ้าได้รับรู้ในสิ่งที่ไม่ถูกใจก็เป็นทุกข์ หรือโกรธ จะโกรธมาก โกรธน้อย อยู่ที่ว่าสิ่งที่รับมามากน้อยแค่ไหน ประสาททั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตา ได้เห็นภาพบาดใจ เช่น แฟนของเราไปกับคนอื่น โกรธ หู ได้ยินมาว่า แฟนเราไปกับคนอื่น โกรธ จมูก ได้กลิ่นน้ำหอมแปลกๆติดมากับเสื้อของแฟน โกรธ ลิ้น ได้รับรสอาหารที่ไม่อร่อย ไม่ถูกใจ โกรธ กาย ถูกเตะ/ต่อย/ตี โกรธมาก ใจ หลังจากได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้สัมผัสเรื่องไม่ดีทั้งหมดข้างต้นมาแล้ว เก็บเอามาคิดมาเป็นอารมณ์ .. โกรธ อาฆาต คิดมาก เครียด นั่นแหละครับ ที่มาของความโกรธ แล้วจะรู้เท่าทันมันได้อย่างไร ตา เห็นภาพบาดตา อย่าพึ่งวู่ว่ามโวยวายจนเสียการ ตั้งสติแล้วเข้าไปถามด้วยคำพูดที่ปกติและสุภาพที่สุด หู ได้ยินเรื่องไม่ดีมา อย่าพึ่งเชื่อทั้งหมด 10 ปากว่าไม่เท่าตาเห็น หาข้อเท็จจริงด้วยใจที่ไม่ลำเอียงก่อน จมูก ได้กลิ่นไม่ดี ระงับความโกรธ ถามหรือหาความจริงด้วยใจไม่ลำเีอียง ลิ้น ทุกอย่างในโลกมีทั้งดีและไม่ดีเสมอ แม้ในสิ่งดีสำหรับบางคน ก็อาจไม่ดีสำหรับอีกคนก็ได้ เมื่อได้ลิ้มรสชาติไม่ดี ก็แค่ไม่กินมัน แต่ไม่ต้องถึงกับทิ้งหรือโวยวาย เพราะอาหารนั้นอาจถูกใจคนอื่น กาย หากได้รับการเตะ/ต่อย/ตี แล้วตอบโต้ ทุกอย่างจะไม่จบเพียงเท่านั้นจนกว่าจะมีผู้สูญเสีย ซึ่งนั่นแปลว่ามันสายไปแล้ว หากเขาเตะ/ต่อย/ตีเราแล้วมีความสุข เราควรจะดีใจที่ได้ช่วยให้คนอื่นสมหวัง ใจ ทำใจให้เป็นกลาง ปล่อยวาง ไม่นำมาสุมในหัวใจให้เป็นทุกข์ ..สาธุ ปล….

โกรธ
ระเบิดด้าน อ่านต่อ

ระเบิดด้าน

เรื่องสั้นสั้น 13 December 200631 July 2015

  ชายหนุ่มมองทางพลางมองนาฬิกา ท่าทางกระสับกระส่าย แดดยามบ่ายช่วยเพิ่มดีกรีความเครียดเป็นอย่างดี “แ-่ง” เขาสบถพลางกระแทกก้นลงบนที่นั่งของป้ายรถเมล์ หากเป็นเก้าอี้ไม้ธรรมดาคงหักกระจาย พอละสายตาจากจุดหมายปลายทางที่เพ่งมอง เขากระทืบเท้าเบาๆแต่เร่งจังหวะเร็วๆ ดุจเร่งให้สิ่งที่คอยรอมาถึงในเร็วไว ..เมื่อรู้สึกว่าใจยังร้อนผ่าว จึงล้วงมือไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบวัตถุบรรเทาความเครียด หรือวัตถุฆ่าเวลา แล้วแต่จะเรียกให้ดูดี แต่ความจริงมันไม่เคยดูดี มันคือแท่งสีขาว ที่มีไฟติดอยู่ตรงปลายและมีคนโง่อยู่ตรงข้าม..ใช่ มันคือบุหรี เขายัดมันเข้าปาก พลางควานหาไฟแช็ค ล้วงกระเป๋ากางเกงซ้าย กระเป๋ากางเกงขวา กระเป๋าเสื้อ ไม่มี เขาถมบุหรี่ที่คาบในปากทิ้ง มันออกจากปากพร้อมๆกับคำสบถที่คุ้นเคย “แ-่งเอ้ยย” เขาเหลือบมองดูนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง เมื่อเห็นว่าล่วงเลยเวลานัดหมายไปมาก ยิ่งสร้างความขุ่นเคืองใจยิ่ง “ถ้าแ-่งจะมาสายขนาดนี้ ทำไมไม่นัดเผื่อสักชั่วโมงสองชั่วโมง หรือวันหนึ่งไปเลยว่ะ หรือจะโทรมาบอกสักคำก็ไม่มี” เขาเริ่มหัวเสีย แต่หาที่ระบายไม่ได้ “ไอ้เหี้ยนี่ ก็เสือกมาตรงเวลาเหลือเกิ๊นนน..”เริ่มพาล ด่าตัวเอง แดดยามบ่าย บวกกับความจอแจของคนในป้ายรถเมล์ มีผลทำให้เหยื่อกาฬของเขาไหลหยดเป็นทาง มันไหลออกนอกกาย แต่ดุจน้ำมันที่ราดภายในใจที่ลุกเป็นไฟของเขา ในที่สุดความอดทนก็สิ้นสุดลง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งใจจะด่า ด่า ด่า ให้สาแก่ใจ และจะไม่รอ ไม่คุย ไม่พบมันสักระยะ..ไอ้เพื่อนเฮงซวย! “ฮัลโหล” เสียงจากปลายสาย “ตอนนี้มึงอยู่ไหน?”เขากระแทกเสียงแข็ง “บ้าน” โห ยังไม่ออกจากบ้านอีก อย่างนี้ต้องด่าให้ตาย ต้องค่อยๆ เกริ่นด่าเดี๋ยวมันตกใจวางหูไปก่อน คนที่จะจุกอกตาย คือ ตัวกูเอง “อย่าบอกนะว่ามึงพึ่งแต่งตัวเสร็จ กูบอกมึงหลายครั้งแล้วใช่มั้ย ผู้ชายนะเขาไม่แต่งตัวเป็นชั่วโมงๆเหมือนผู้หญิงหรอก มึงจะหล่อไปถึงดาวพลูโตรึไง” “ปล๊าว” ปลายสายตอบเสียงเรียบ “กูพึ่งตื่นเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มึงนี่แหละ มีไรหรอ” อกแทบระเบิดเมื่อสิ้นคำของพูดของเพื่อน หัวหมุนติ้ว ความโกรธทวีคูณ ทับถม อัดตั้งแต่ปลายเท้า วิ่งปรี๊ดรวมกันมาจ่อที่ขมับ เตรียมระเบิดออกมาทางปากน้อยๆ “มึงจำได้ไหม มึงเคยชวนใครไปดูหนัง” เขากัดฟัน “จำได้ ก็ชวนมึงนั่นแหละ” “แล้วเมื่อไรมึงจะออกมาห๊าาา…ไอ้ ๆ ๆ ๆ…” ระเบิดเริ่มทำงานแล้ว “เราจะไปกันวันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ .. นี่มันวันเสาร์น่ะ?” ปากที่อ้าเตรียมจะด่า ต้องค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ราวระเบิดด้าน “อะ อ่าว วันนี้วันเสาร์เหรอ”…

โกรธ
อ่านต่อ

น้ำท่วมบ้านนะเออ

บ้านบ้าน, สุขกะภาพ, ไดอารี่ 7 November 201128 June 2013

ขอคั่นทริปเที่ยวเมืองจีนด้วยสถานการณ์น้ำท่วมที่บ้าน

น้ำท่วม บ้าน

ของขวัญจากพระเจ้า!

เรื่องทั่วไป, ไดอารี่ 26 May 201128 October 2015

กำลังอ่านหนังสือ “แกะดำทำธุรกิจ ทุ่งหญ้าแห่งความรู้และความสุข” เขียนโดยคุณประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ แนวคิดในการทำธุรกิจ ในการมองโลก มีมุมที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร สมกับที่เรียกตัวเองว่าเป็น “แกะดำ” แกะดำไม่ใช่แกะที่มีความผิดปกติ หรือมีความแปลกประหลากแตกต่างจากคนอื่น หากแต่ว่าเป็นแกะที่เลือกทำในสิ่งที่ดีกว่า แตกต่าง และให้ผลดีกว่า เลือกที่จะเลี้ยวขวา ขณะที่ทุกคนเลี้ยวซ้าย เลือกที่วิ่งในขณะที่ทุกคนเดิน เลือกที่สุขในขณะที่ทุกคนทุกข์ และอีกมากมาย.. อ่านได้ครึ่งเล่มขณะรถติด ได้ความคิดใหม่ว่าขณะรถติดคนส่วนใหญ่ชอบเล่นเกมส์บนมือถือ เล่นเฟสบุค ทวิตเตอร์ บีบี ดูหนัง ฟังเพลง ล้วนแต่เป็นสิ่งสร้างความบันเทิงที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทำไมเราไม่อ่านหนังสือ หรือทำอะไรที่มันเกิดประโยชน์ขณะรถติดที่มากกว่านั้น ไม่เสียเงิน แถมได้ประโยชน์มหาศาล ..เลยตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือทุกครั้งที่รถติด!!! จะดูสิว่า เดือนหนึ่งจะอ่านได้กี่เล่ม.. ชอบใจประโยคเด็ดในหนังสือแกะดำฯ ที่คุณประเสริฐ ได้นำคำของ CEO หญิงของ HP มาเขียนไว้อีกที.. ใจความว่า “การที่เราเกิดมาบนโลกใบนี้ ไม่ว่า่จะสูงต่ำดำขาว คือสิ่งวิเศษที่พระเจ้ามอบให้เรา ส่วนเราจะประพฤติตนอย่างไร คือสิ่งวิเศษที่เป็นของขวัญที่เราจะมอบแด่พระเจ้า” * อยากรู้จักแกะดำมากขึ้นคลิกไปที่ http://www.blacksheep.co.th/

ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ พระเจ้า แกะดำ

รู้เขา (แต่)ไม่รู้เรา

เรื่องทั่วไป, ไดอารี่ 18 February 2011

Facebook, Twitter หรือระบบ Social Network ตัวอื่นๆที่อนุญาตให้ผู้ใช้โพสต์ข้อความลงบนพื้นที่สาธารณะได้ ทำให้เรารู้จักตัวตนของคนอื่นได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบัน สามารถโพสต์ข้อความได้แบบ Everything Everywhere คือโพสต์อะไรจากที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ เมื่อเกิดอารมณ์ ความรู้สึก โกรธ โมโห ดีใจ เสียใจ ตอนไหนยังไง ก็แสดงออกออนไลน์มาได้เลย ข้อดี คือ ถ้าเจอเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุบนท้องถนน หรือที่ไหนก็ตาม เราก็โพสต์แจ้งข่าวสารแด่เพื่อนฝูงและชาวโลกได้เลย ณ ขณะนั้น เพื่อนและชาวโลกก็สามารถรับรู้ข่าวสารได้ในทันที ข้อเสีย คือ ถ้าโมโห โกรธ หรือเจอเหตุการณ์ที่น่าสนใจเข้า ไม่ทันได้พิจารณาให้ดีก็รีบโพสต์แจ้งชาวโลก บางข้อความอาจกลายเป็นการด่า ประจาน หรือนำความลับของคนอื่นมาเผยแพร่ เมื่อไม่นานมานี้ พนักงานต้อนรับในโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศจีน เห็นดาราเข้ามาเช็คอินเพื่อพักในโรงแรมที่ตนทำงานอยู่ จึงรีบทวิตเตอร์บอกเพื่อนตัวเอง จากข้อความทวิตเตอร์นั่นเอง ทำให้มีแฟนคลับแห่มาขอลายเซ็นต์ จนดาราคนนั้นที่ตั้งใจจะมาพักผ่อนเงียบๆ ไม่ได้รับความสุขตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก ความรู้ถึงผู้บริหาร พนักงานที่ทวิตเตอร์คนนั้นจึงถูกให้ออกจากงาน ข้อความที่ถูกโพสต์ผ่าน Facebook หรือ Twitter ส่วนใหญ่ออกมาจากความรู้สึกและอารมณ์สดๆร้อนๆของผู้โพสต์ เมื่อก่อนถ้าเราไปเจอเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจบางอย่างเข้า ก็ต้องกลับมาถึงบ้าน > เปิดคอมพิวเตอร์ > ต่ออินเทอร์เนต > เปิดเว็บไซต์ > ล็อกอิน > โพสต์ข้อความ จะเห็นว่ากระบวนการกว่าจะถึงขั้นตอนของการโพสต์ข้อความมีมาก จนทำให้อารมณ์ที่คุกรุ่นเบาบาง หรือแทบจะหายไปหมดแล้ว และการปะติดปะต่อเรียบเรียงเรื่องราวก็เริ่มเลือนลางจำไม่ค่อยไ้ด้ แต่ปัจจุบันขั้นตอนการโพสต์ข้อความจาก 5-6 ขั้นตอนลดเหลือขั้นตอนเดียว คือ โพสต์ได้เลยทันที!! ดีใจ== โพสต์ เสียใจ== โพสต์ โกรธ == โพสต์ด่า เมื่อกระบวนการโพสต์สั้นลง มันจึงไม่ผ่านกระบวนการคิด ข้อความทุกอย่างที่เราโพสต์ มันจะบอกตัวตนของเราทั้งหมด!! ผม Follow นักข่าวหลายคน เพื่อหวังติดตามข่าวสารแบบใกล้ชิด จึงทำให้พบว่า นักข่าวที่เราเห็นเขานั่งอ่านข่าวหน้าทีวีทุกวันนั้น เขาอ่านอย่างเดียวตามสคริปต์ที่มีคนเขียนให้อย่างสวยหรู เพราะข้อความที่เขาโพสต์เองบนทวิตเตอร์ พบว่ามันไม่เหมือนเขาในจอทีวี ในโลก พ.ศ. 2554 เราสามารถเรียนรู้อุปนิสัยใจคอคนอื่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ผ่านตัวหนังสือไม่กี่ตัว คำถามต่อไปก็คือ คุณอยากให้คนอื่นๆรู้จักคุณในแง่ไหน?…

facebook twitter

ทรัพย์อันประเสริฐ..เกิดในสันดาน

เรื่องทั่วไป 18 January 2010

ความสุขของปุถุชนเฉกเช่นพวกเรา คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสุขสูงสุดในชีวิตคือ เงิน อัตราความสุขจะสูงหรือต่ำ เงินคือมาตรวัด  เพราะเงินสามารถซื้อความสุขได้สารพัดอย่าง ซื้อความสะดวกสบาย ซื้ออาหารที่ชอบ ซื้อผู้หญิงที่ใช่ ซื้อความรัก(?) (กรณีความรักนี่ ผมไม่แน่ใจว่า เขาสามารถซื้อได้จริงหรือไม่นะ เพราะหากความรักสามารถซื้อได้ด้วยเงิน เมื่อไรที่เงินหมด ความรักก็จะหมดเช่นกัน) เนื่องจากยังไม่เคยเป็นคนมีเงินมากมายถึงขนาดสามารถซื้อโน่นซื้อนี่ได้แบบไม่ต้องคิดอย่างนั้น เลยไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า เงินมาก เท่ากับ สุขมาก จริงหรือไม่? รอให้มีเงินเยอะๆก่อน แล้วจะมาบอกว่า มีเงินเยอะแล้วสุขเยอะจริงมั้ย? ผมว่า สุขหรือทุกข์ มันอยู่แค่ กินได้ และนอนหลับมั้ย? ประเภทที่ว่า กินก็ไม่ค่อยได้ ได้นิดหน่อยก็หาความอร่อยไม่เจอ อาหารเต็มโต๊ะหรูหราแต่นั่งกินคนเดียว ลูกก็ไม่อยู่ ภรรยาก็ไปเที่ยว  เวลานอนก็มือก่ายหน้าผาก คนที่นอนข้างๆก็ไปจ้างเขามานอนด้วย หน้าตาหยั่งกะนางฟ้า อายุเท่ากับลูกสาวตัวเอง รู้สึกเหมือนนอนกับลูกสาว ..นี่เราจะมีอะไรกับลูกสาวตัวเองเหรอเนี่ยะ?? บริวาร ลูกน้อง เดินห้อมล้อม ยกมือไหว้ ธาตุแท้มิได้ไหว้เราเลย มันไหว้เงินของเราต่างหาก สรุปนี่ สุขหรือทุกข์กันแน่นะ มองดูตามียายมา ตาสายายสี ตาดียายดำ ทำงานง่กๆ ทั้งวัน เหนื่อยมากก็กินข้าวได้มาก เอร็ดอร่อยลูกหลานห้อมล้อมแย่งกันกิน แป๊บเดียวกับข้าวหมดจาน พอตกกลางคืนยังไม่ทัน 2 ทุ่มดี ก็หลับเป็นตาย กินอิ่ม นอนหลับ ..ก็สุขใจ ในพุทธศาสนาบอกไว้ว่า แท้จริงทรัพย์ที่มีค่าที่สุด คือทรัพย์ที่มีอยู่ในสันดานของเรานี่เอง เรียกว่า อริยทรัพย์ มี ๗ อย่าง ๑.  สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ ๒.  สีล รักษา กาย วาจา ให้เรียบร้อย ๓.  หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต ๔.  โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป ๕.  พาหุสัจจะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมาก คือ จำทรงธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก ๖.  จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนให้แก่คนที่ควรให้ปัน ๗.  ปัญญา รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์…

ธรรม
อ่านต่อ

ฝากรอยเท้า ณ บางแสน

ท่องเที่ยว, วิ่ง 30 August 201625 August 2022

มีโอกาสที่ต้องไปบางแสนแบบปัจจุบันทันด่วน ก็เลยตั้งใจว่างานนี้น่าต้องตื่นเช้ามาวิ่งหาดบางแสนซะหน่อย. การเดินทางไปบางแสน ถ้าจะให้เร็วก็ต้องใช้ทางด่วนบูรพาวิถี แต่ถ้าจะให้ง่ายก็ใช้มอเตอร์เวย์ยิ่งตรงไปจนถึงถนนข้าวหลาม เห็นถนนข้าวหลามแล้วออกซ้ายเพื่อยูเทิร์นแล้วเลี้ยวซ้ายแรกไปยังหาดบางแสน เดินทางง่าย   งานนี้ผมไม่พลาดที่จะหิ้วชุดและรองเท้าวิ่งไปด้วย กลางคืนวันเสาร์ฝนตกหนักมาก แต่ผมยังหวังว่าเช้าฝนจะหยุด จนกระทั่ง 6 โมงเช้านาฬิกาปลุก ผมแต่งตัวเตรียมออกไปวิ่ง …. แต่เมื่ออกจากตัวตึกกลับพบว่า ฝนยังคงโปรยปรายแม้ไม่หนักมาก แต่ก็ทำให้ไม่สามารถออกไปวิ่งได้แน่นอน กลับเข้ามานอนต่อ จนกระทั่ง 9 โมง จึงหิ้วรองเท้าออกไปใหม่ ฝนหยุดแล้ว และแดดยังไม่มา วิ่งสิครับรออะไร ริมหาดบางแสนแม้จะมีร้านรวงค่อนข้างหนาตา แต่ตรงกลางเขาได้เว้นทางเอาไว้ และปูด้วยหินอ่อน วิ่งไปจนสุดหาดจะมีระยะทางถึง 5-6 กิโลเมตร แม้ทางหินอ่อนจะกว้าง แต่ข้างทางเต็มไปด้วยร้านและผู้คน วิ่งต้องคอยหลบคอยระวังตลอดเวลา หินอ่อนหลังฝนตกก็มีความลื่น ต้องเพิ่มความระวังเป็นพิเศษ งานนี้วิ่ง 10 กิโลเมตรครับ งานหน้าจะไปฝากรอยเท้าไว้ที่ไหน ค่อยว่ากันอีกที

บางแสน วิ่ง

ความจริงของปัจจุบัน รอบอกชาติหน้าไม่ได้

เรื่องทั่วไป 17 November 200827 September 2016

อาทิตย์ที่ผ่านมาได้อ่านหนังสือเรื่อง “ความจริงของปัจจุบัน รอบอกชาติหน้าไม่ได้” เขียนโดยท่านผู้มีนามปกากว่า เขมกร คุณเขมกรท่านนี้ ท่าทางจะมีอายุสักหน่อย แต่เป็นคนธัมมะธัมโมตั้งแต่เด็ก ได้ปฏิบัติธรรม จนมีความสามารถพิเศษในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าคนทั่วๆไป เพราะในหนังสือท่านได้บอกว่า สามารถสื่อสารกับวิญญาณ ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรได้ ฯลฯ ผมอ่านวันเดียวจบ เพราะเนื้อหาหนังสือน่าอ่าน อ่านสนุก มีประสบการณ์เกี่ยวกับวิญญาณหลากหลาย แปลกๆ ทุกเรื่องมีคติท้ายเล่ม มีแง่คิดเกี่ยวกับการทำความดี และการทำความชั่ว ที่สำคัญเกือบทุกเรื่องจะมีข้อความจากพระไตรปิฏกมาปิดท้าย อ่านแล้วก็น่าสนใจ และพาให้กลัวในเรื่องเวรกรรม บาปกรรม และบุญกรรม หนังสือแนวๆนี้ในยุคปัจจุบันมีน้อยเต็มที เน้นหนักไปในเรื่องรักๆใคร่ๆ เสียมาก หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับทุกวัย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่กำลังห่างไกลจากคำว่า ทำดีหรือทำชั่ว บางคนทำชั่วจนชิน บางคนเคยรู้ตั้งแต่เด็กว่าตายแล้ว จะต้องไปชดใช้กรรม ตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ แต่มักอ้างว่า ชาติหน้าเป็นเรื่องหลังความตาย ขอให้ชีวิตรอดได้ในชาตินี้ก่อน ชีวิตหลังความตายน่ากลัวว่าที่คิดเยอะ ผมพึ่งเสียเพื่อนสนิทไป เมื่อประมาณกลางๆปีนี้ ก็ยังมานั่งๆคิดเล่นๆ ว่าเพื่อนเราไปไหนแล้ว ณ ตอนนี้ เพื่อนจะรู้ตัวมั้ย จะตกใจมั้ย จะกลัวมั้ย จะไปไหน หรือจะยังไง ฯลฯ คิดดังนั้นก็ย้อนมาคิดถึงตัวเราเอง เมื่อถึงเวลานั้น เวลาที่เราต้องไปแบบนั้นบ้าง เราจะยังไง จะกลัวมั้ย จะเดินไปไหน ที่ๆนั่นมืดมากมั้ย ท่านยมบาลน่ากลัวมั้ย ระหว่างบาปกับบุญของเรา อันไหนจะมากกว่ากัน และเราจะถูกตัดสินให้ไปชดใช้ในนรกขุมไหน หรือให้ไปเสวยสุขที่สวรรค์ชั้นใด ฯลฯ ในหนังสือเล่มนี้บอกว่า ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างนี้จริงๆ เป็นอย่างที่เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กโดยคนเฒาคนแก่จริงๆ และเมื่อถึงเวลานั้น “เราจะกลัวมั้ย?” ผมถามตัวเอง คำตอบก็คือ เหมือนเราสมัยประถม เวลาเข้าแถวหน้าเสาธง เมื่อครูออกไปพูดหน้าเสาธง ถ้าเราทำอะไรผิด เราก็กลัวแสนกลัว ไม่กลัวสบตาครู ตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิด หนำซ้ำทำแต่ความดี นอกจากไม่กลัวครูแล้ว ยังเสนอหน้าให้ครูเห็นชัดๆ เผื่อครูจะกล่าวชมถึงความดีของเราที่หน้าเสาธง คนทำดีไว้มากมายพอแล้ว ถึงตายไปก็ไม่กลัว ก็แค่ย้ายบ้านใหม่ ส่วนคนชั่ว เวลาละโลกนี้ไป นั่นหมายถึงเวลาตัดสินคดี ไม่ถูกประหารชีวิตก็ถูกจับทรมานอย่างสยอดสยอง อยู่ที่ความชั่วที่ตัวก่อไว้ ดังนั้นแล้ว..มาสะสมความดีกันเถอะครับ ถึงเวลาย้ายบ้านจะได้สบาย

รำลึกความหลังกับเพลง 'ตุ๊กตา'

เรื่องทั่วไป 21 April 2010

วัยเด็กอันแสนกันดารของผมนั้น มีโอกาสน้อยมากที่จะได้ดูทีวีหรือเล่นเกมส์ อย่างดีก็แค่ละครวิทยุจากคณะเกศทิพย์  ตอนนั้นทั้งหมู่บ้านแทบจะนับทีวีได้เลยว่ามีกี่เครื่อง หมู่บ้านที่มีกว่า 200 หลังคาเรือนในขณะนั้นมีทีวีอยู่ 3 เครื่อง 1 ใน 3 เครื่องเป็นทีวีขาวดำ และทุกเครื่องจอ 14 นิ้ว ทีวีของคนข้างบ้านเป็นขาวดำ ส่วนอีก 2 เครื่องที่เป็นทีวีสีนั้น เจ้าของไม่ใคร่ให้เด็กหรือคนอื่นดูด้วย เก็บไว้ดูคนเดียวซะมากกว่า ทีวีของคนข้างบ้านที่อนุญาตให้เด็กๆดูได้ฟรี เพราะบ้านเขามีธุรกิจของขาย เด็กดูไปก็หิวไป เดี๋ยวก็วิ่งไปขอตังค์พ่อแม่มาซื้อขนม ก็ยังพอได้กำรี้กำไรอยู่บ้าง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีละครสุดฮิตคนติดกันทั้งหมู่บ้าน รวมถึงตัวผมด้วย นั่นคือ ละครเรื่องตุ๊กตา เป็นละครแนวผีทางช่องเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณ ..แต่น แต๊น แต.. ในยุคนั้น ละครเรื่องนี้ถือว่าเป็นละครผีที่น่ากลัวที่สุดรองจากละครเรื่อง ‘ห้องหุ่น’ (บ้างก็บอกว่าเรื่องตุ๊กตาน่ากลัวว่าห้องหุ่นด้วยซ้ำ) สมัยนั้น เด็กๆจะกลัวมาก ถ้าเด็กที่ร้องๆอยู่แล้วมีคนบอกว่า เดี๋ยวผีตุ๊กตามา เด็กจะเงียบทันที หรือแค่ผู้ใหญ่ฮัมเพลงประกอบละครเรื่องตุ๊กตาในเวลากลางคืน เด็กก็จะร้องไห้กลัวผีขึ้นมาในทันใด..มันน่ากลัวขนาดนั้นเลยละ วันนี้ได้ไปเจอเพลง ‘ตุ๊กตา’ จึงเอามารำลึกความหลังซะหน่อย..ฟังแล้วก็ยังน่ากลัวเหมือนเดิม !!!

ตุ๊กตา
อ่านต่อ

เที่ยววัดพระปฐมเจดีย์

ท่องเที่ยว, สุขกะภาพ 19 June 201920 March 2020

วัดพระปฐมเจดีย์..ระยะทางห่างจากกรุงเทพประมาณ 50 กิโลเมตร ไปไหว้พระ และหาของดีของอร่อยที่เมืองนครปฐมกินกัน

นครปฐม พระปฐมเจดีย์

ยุทธะ-หัด-หมี

เรื่องทั่วไป 16 June 2009

พลายช้างทรงองค์กษัตริย์ หาได้มีความหวาดหวั่นไม่ แม้ตัวเป็นต่อข้าศึก ด้วยพลัดหลงเหล่าเสนาทหารเข้ามาอยู่ท่ามกลางทัพอริศัตรู  สถานการณ์ขณะนั้น แม้หากข้าศึกจู่โจมจู่ลู่ด้วยกำลังกลยุทธ ก็หามีใครสามารถกล่าวอ้างภายหลังได้ว่า รบกันด้วยความอยุติธรรม ก่อนเหตุการณ์จะเอนเอียงไปในทิศทางดังกล่าว องค์จอมกษัตริย์ผู้ทรงช้างท่ามกลางอริข้าศึกที่ยกพลมาประชิดเมือง กล่าวอย่างองอาจไร้ความหวาดหวั่นในพระทัยว่า “เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในที่ร่มไม้ทำไม  เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด  กษัตริย์ภายหน้า ที่จะทำยุทธหัตถีได้อย่างเรา จะไม่มีแล้ว” เมื่อฟังดังนั้น พระมหาอุปราชาก็เกิดทิฏฐิในสงคราม ใคร่จะแสดงความยิ่งใหญ่ให้ปรากฏในหมู่ทหารของตนและฝ่ายตรงข้าม จึงให้เหล่าทหารม้าและกองทหารเดินทุกหมู่นาย จงหยุดการเข้ารุมล้อม เพียงพระองค์จอมทัพกับกษัตริย์จอมศึก จะทรงช้างทำยุทธหัตถี พระมหาอุปราชาทรงช้างชื่อพัทธกอ เป็นช้างที่มีรูปร่างใหญเป็นพญาคชสาร ฝั่งองค์กษัตริย์ทรงช้างชื่อภูเขาทอง ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า พระยาไชยานุภาพ เมื่อเข้ารุมตะลุมบอน ช้างพัทธกอที่มีขนาดใหญ่และมีความฮึกเฮิมในศึกสงครามกว่า ก็ปรี่เข้าหาช้างไชยานุภาพเอางางัดขึ้นจนเสียหลัก พระมหาอุปราชาเห็นทีได้เปรียบ จึงใช้พระแสงของ้าว ฟันอย่างรวดเร็ว องค์กษัตริย์เบี่ยงหลบทัน แต่ถูกพระมาลาหนังขาดไปอย่างน่าหวาดเสียว  พอช้างไชยานุภาพสะบัดหลุด แล้วกลับชนได้ล่างแบกถนัดรุนพลายพัทธกอหัวเบนไป  องค์กษัตริย์ได้โอกาสบ้าง ก็จ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว ถูกพระมหาอุปราชาที่ไหล่ขวาขาด  สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง  องค์จอมกษัตริย์ได้รับชัยชนะ อริศัตรูก็ล่าถอย ..แผ่นดินได้รับเอกราช องค์กษัตริย์ที่ทรงช้างอย่างองอาจกำชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา ปรากฏนามว่า “พระนเรศวรมหาราช” ส่วนช้างทรงที่แต่เดิมชื่อว่า พลายภูเขาทอง จากนั้นได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า พระยาไชยานุภาพ และหลังจากศึกที่มีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาครั้งนั้น ก็ได้รับชื่อใหม่อีกครั้งว่า “เจ้าพระยาปราบหงสา” ช้างเป็นสัตว์คู่บุญคู่บารมีองค์มหากษัตริย์มาแต่ครั้งโบราณ ครั้นเวลาผ่านไป.. ช้างถูกย้าย ถูกถอดยศ โดยไม่มีความผิด จากนายทหารผู้ยิ่งใหญ่ กลายเป็นคนงานแบกลากซุง ต้องทำงานแข่งกับเวลา ครั้นงานเสร็จไม่ทัน ช้างต้องเสพยาบ้า เปล่า..ช้างไม่หายามากินเอง หากแต่ควาญชั่วเป็นผู้ป้อนยา  หลังจากได้ยาบ้า ช้างก็ทำงานหนักจนผอมโซตัวซีด บางเชือกกลายเป็นช้างติดยาจนยากแก้ไข  ที่น่าเจ็บปวดใจที่สุด ช้างถูกลดสถานะลงต่ำกว่าเดิมอีก นั่นคือ ช้างขอทาน เดินเตร็ดเตร่ตามเมือง ย่านชุมชน เพียงเพื่อขอเงินจากการขายถุงอาหารให้ถุงละ 20 บาท !!! เมื่อช้างเข้ามาใช้ชีวิตในเมือง ความวุ่นวายประสาคนเมืองก็เกิดขึ้น ช้างถูกรถชน, ช้างตกท่อ, ช้างตกงาน ฯลฯ ขณะที่ช้างนอนเจ็บป่วด ช้างสัตว์ร่างใหญ่ แต่นัยน์ตาเล็ก นัยน์ตาเล็กๆคู่นั้นของช้าง เป็นนัยน์ตาซื่อๆ ใสๆ ของทาสผู้ซื่อสัตย์ แต่เมื่อประสบกับความเจ็บปวดสุดทรมาน จึงเอ่อล้นด้วยน้ำตา และหากช้างได้ดูทีวี ได้ดูข่าวบ้าง น้ำตาที่เอ่อล้นนั้นคงมิใช่เพราะความเจ็บปวดกายอย่างเดียว หากแต่เจ็บไปถึงข้างในใจ ระทมด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ บัดนี้ช้างไม่ได้กู้แผ่นดินอีกแล้ว…

ช้าง

งานแต่งใครใคร..เป็นได้แค่แขกรับเชิญ..

สุขกะภาพ, เรื่องทั่วไป 27 August 20096 January 2016

ไม่รู้ว่าวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม เป็นวันฤกษ์ดีอะไร ขนาดไหน ยังไงนะ รู้แต่ว่า วันนี้มีงานของคนรู้จักที่ต้องไปร่วมด้วยช่วยกัน ถึง 2 งาน !! งานแรกเป็นงานแต่งของเพื่อน สิงห์ หรือ เนธิวรรธน์ สิงห์ทอง เริ่มงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า กินเลี้ยงกันตอนเที่ยงจนถึงเย็น งานที่สองเป็นงานทำบุญบ้าน พร้อมทำบุญให้ปู่ผู้ล่วงลับ งานเริ่ม 10 โมงเช้าเป็นต้นไป!! วันตรงกันพอไหว แต่นี่งานยังตรงกันอีก โชคดีตรงที่ว่า งานทั้งสองอยู่ไม่ห่างกันมากนัก งานหนึ่งเกิดขึ้นแถวสะพานพระนั่งเกล้า อีกงานหนึ่งอยู่ประชาชื่น 44 งานนี้ต้องวางแผนกันดีๆหน่อย ไม่อย่างนั้นอาจมีปัญหาได้ จังหวะนี้คิดถึงเพลงของทาทาขึ้นมาทันที “..อยากเก็บเธอไว้……ทั้งสองคน” หลังจากวางแผนไว้ในใจแล้ว เช้าวันอาทิตย์ก็ดำเนินตามแผนการณ์ทันที ผมต้องตื่นเช้าในเวลาปกติในวันทำงาน คือ 6 โมงครึ่ง อาบน้ำ แต่งตัว ไปงานแต่งในตอนเช้าก่อน บรรยากาศตอนเช้า มีทำบุญเลี้ยงเช้าพระ เสร็จแล้วมีแห่ขันหมากในเวลา 9.09 นาที บรรยากาศของงานแต่งละนะ ขาดไม่ได้เลยคือแอลกอฮอล์ ตอนเช้าด้วยความจำใจให้ดื่มไป 2 แก้ว หลังจากแห่ขันหมากเสร็จ ผมต้องขึ้นแท็กซี่เพื่อไปอีกบ้านหนึ่ง เพื่อทำบุญบ้าน งานนี้ได้รับความไว้วางใจให้เป็นทายก มีหน้าที่อาราธนาศีล, อาราธนาพระปริตร ถวายของพระ ฯลฯ หลายคนชมบอกว่าทำหน้าที่ได้ดี โดยหารู้ไม่ว่าเบื้องหลังนั้นระกำแสน ด้วยฤทธิ์เหล้าในงานแต่งแค่ 2 แก้ว ทำเอาสมองอลอึง อาราธนาศีลแบบมึนๆ  สมองสั่งการได้ช้ากว่าปกติ (เข้าใจเลยว่าตัวเองคออ่อน(มาก) และที่เข้าใจมากไปกว่านั้น คือ คนกินเหล้า เป็นคนอันตรายแค่ไหน หากต้องทำหน้าที่ขับรถ) ขณะที่เข่าทั้งสองข้างพอง ด้วยต้องคุกเข่าบนพื้นแข็งเป็นเวลานาน หลังจากทำหน้าที่ทายกเสร็จสิ้น ก็บึ่งกลับไปที่งานแต่งอีกครั้ง ครั้งนี้ยิงตรงไปยังสถานที่กินเลี้ยง นั่นคือ ร้านแดรี่ ควีน สะพานพระนั่งเกล้าฯ พอไปถึง เพื่อนๆหลายคนเมาล่วงหน้าไปแล้ว วันนี้อาจจะเมาเร็วกว่าปกติ ด้วยอากาศที่ร้อนระอุ บวกกับดีกรีของเหล้าแบบ on the rock (เหล้าเพียวๆไม่ผสมโซา น้ำอัดลม หรือน้ำแข็ง) พอผมย่างกรายไปถึง เพื่อนๆเหมือนกลัวเราจะเสียเปรียบที่ยังไม่เมา…

สิงห์ แต่งงาน

แบ่งตามหมวด

  • say (9)
  • กลอน (1)
  • คุยกับคอม (9)
  • ช่วยชิม (11)
  • ท่องเที่ยว (62)
  • บ่น (35)
  • บ้านบ้าน (16)
  • พูดจาภาษาฝรั่ง (9)
  • วิ่ง (26)
  • สุขกะภาพ (74)
  • เพลงสั้น (11)
  • เรื่องทั่วไป (87)
  • เรื่องยาว (9)
  • เรื่องสั้นสั้น (53)
  • แมคบุค (4)
  • ไดอารี่ (63)

Copyright © 2020. All rights reserved.

Contact me : nevikup@gmail.com
Facebook.com/aroundmeTH