ประมาณบ่าย 3 โมงแก่ๆของวันที่ 2 ของการเดินทางเรามาถึงอุทยานแห่งชาติกระบุรี แต่โชคร้ายที่วันนี้คือเดือนเมษายนที่ร้อนระอุ น้ำตกที่เราไปแห้งเหือด เป้าหมายที่จะไปนอนในอุทยานเพื่ออาบน้ำพุร้อนธรรมชาติ จำเป็นต้องเปลี่ยนแผน เราจึงมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองรระนอง ทราบมาว่าที่นั่นก็มีน้ำพุร้อนเช่นกัน ส่วนที่พักนั้นหาพักในตัวเมืองคงไม่ยากนัก


หลังจากเก็บลายเซ็นต์และสแตมป์จากเจ้าหน้าที่อุทยานแล้ว เราแพลนกันจะไปหาที่พักในเมือง เมื่อตัดสินใจได้ดังนั่นจึงมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองระนอง ~
น้ำพุร้อน รักษะวาริณ
ว่ากันว่าถ้าไม่แช่น้ำพุร้อนถือว่ามาไม่ถึงระนอง เพราะที่นี่นี่มีของเด็ดคือน้ำพุร้อนที่ให้บริการหลายที่ และเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ที่ช่วยบำบัดได้อย่างดีเยี่ยม
ที่บ่อน้ำพุร้อน รักษะวาริณ ถือว่ามีระบบจัดการได้ดีมาก มีการลงทะเบียน มีห้องเปลี่ยนชุด ห้องน้ำ และบ่อน้ำพุร้อนที่ให้บริการสะอาด กว้างขวาง


น้ำร้อนมากครับ ผมแช่ได้แค่เท้าเอาตัวลงแป่บๆ ต้องรีบขึ้นจากบ่อ คนที่นอนแช่ได้นานๆ นี่เก่งจริงๆ แต่ได้แช่แล้วสดชื่นๆ 😏
คืนนี้พักโรงแรม
เราได้ห้องพักที่โรงแรมธนัตต์นันท์ พาเลช เป็นโรงแรมที่ขนาดกำลังดี ราคาคืนละ 400 บาท ถือว่าราคาดีสำหรับห้องนอนที่มีแอร์เย็นฉ่ำ และห้องน้ำสะอาด เราตกแดดมาทั้งวัน เจอห้องนอนแบบนี้ถือว่าสวรรค์ประทาน หลังจากเช็คอินเรียบร้อย ก็ได้เวลาซักผ้าและหาของกิน



ค่ำคืนของตัวเมืองระนองไม่เงียบเหงา มีร้านของกินเปิดขายกันคึกคัก พี่น้องชาวไทยและประเทศใกล้เคียงจับจ่ายใช้สอยกันหนาตา ของกินก็อร่อย
รุ่งเช้า..ก่อนจะลาจากระนอง ก็ไม่ลืมภารกิจวิ่งชมเมือง ~


อาหารเช้าจากโรงแรมครับ มีกาแฟ โอวัลติน ขนมปัง และเส้นหมี่

หลังจากทานอาหารเสร็จ ก็เตรียมตัวออกเดินทางกลับ เราวางแผนว่าจะนอนค้างที่ชะอำ 1 คืน และตื่นเช้าค่อยขี่รถกลับบ้านกัน
ท่ามกลางแดดอันร้อนระอุในเดือนเมษา บรรยากาศก็ไม่ได้ร้อนอย่างอากาศนะครับ ผู้คน รอยยิ้มและอาหารการกินทำให้เราไม่ได้รู้สึกร้อนแต่อย่างใด เหนื่อยก็พัก
บ๊าย บาย ระนอง..
